วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า

วันพฤหัสบดี, มกราคม 22 ,2009
ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า
จัดทำบทความโดย
น.ส.วราภรณ์ จันทร์แสงสุก 4901202065

แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4 นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4%
เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้
อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยาย
ตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%” นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า

แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุน
เหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน
ก.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้

แหล่งที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea

คำถาม
1.เศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลมาจากอะไร

2. สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่ง ออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากสาเหตุอะไร

3.ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน และระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%” อันเนื่องมาจากสาเหตุอะไร

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามค่าเงินในภูมิภาค

จัดทำบทความโดย
น.ส.พรรณทิพา อมรวงศ์ไพบูลย์ 4901202069


เรื่อง : เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามค่าเงินในภูมิภาค
กรุงเทพฯ 17 ม.ค - เงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางเทคนิค การแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วงปลายสัปดาห์ ตลอดจนแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก ด้านอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเริ่มปรับตัวลดลง
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา(12-16 ม.ค.) อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวลง ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลัก โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันลง 0.75% จาก 2.75% เหลือ 2.00% ในการประชุมวันพุธที่ 14 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อนหน้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่ปรับลดมากถึง 1.00% เป็นผลมาจากความกังวลที่มีต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ในระดับสูง รวมทั้งการผ่อนคลายลงอย่างชัดเจนของแรงกดดันเงินเฟ้อตามการปรับลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ในขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ
นอกจากนี้ ยังมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาดเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่าง 2.00-2.75% เทียบกับ 2.74-2.75% ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน ปรับตัวอยู่ในกรอบระหว่าง 2.00-2.75% เทียบกับระดับ 2.5872-2.75% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ด้านเงินบาทในประเทศ (Onshore) ขยับแข็งค่าท้ายสัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ก่อนจะดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางเทคนิค การแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วงปลายสัปดาห์ ตลอดจนแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก ทั้งนี้ เงินบาทขยับแข็งค่าได้ต่อเนื่องจนถึงในช่วงปลายสัปดาห์ แม้ว่า กนง.จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% (ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะลด 0.50%) ในการประชุมช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบๆ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่มากระตุ้น โดยเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.85 (ตลาดเอเชีย) เทียบกับระดับ 34.77 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 มกราคม)
ในสัปดาห์นี้ (วันที่ 19-23 มกราคม 2552) ธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00% จากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 34.70-35.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ควรจับตา ประกอบด้วย ทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเด็นคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ของนายบารัค โอบามา ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนธันวาคม 2551 และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐ เดือนมกราคม 2552 จัดทำโดยสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ทั้งนี้ ตลาดการเงินสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์. -สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-01-17 10:59:17
http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=244677&ch=ec2
ที่มา : สำนักข่าวไทย
คำถาม
1. เพราะเหตุใดคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จึงมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยการซื้อคืนพันธบัตรลง

2. เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณเท่าใด และปัจจัยใดเป็นสำคัญ

3. อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่างเท่าใด เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้านี้

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

ธปท.หวังรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจหลังชะลอตัวลงหนัก

จัดทำบทความโดย
น.ส.ขวัญแก้ว เตชะบุตรศรี 4901202091

ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2551 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ธนาคารแห่งประเทศไทยหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2551 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้ เพราะเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ทั้งจาก 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคนที่ต่ออายุออกไป และการเพิ่มการจ้างงาน การต่อยอดโครงการต่าง ๆ ที่ดี ซึ่งก็คงจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้
“หลังจากที่มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล บรรยากาศก็เริ่มดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดี ก็ต้องให้โอกาสรัฐบาลในการทำงาน หากเดินหน้าต่อไป เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ก็คงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจได้ และเห็นว่า การที่ไทยจะจัดการประชุมผู้นำอาเซียนในต้นปีหน้า ก็จะเป็นทางหนึ่งการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับไทยได้” นางอมรา กล่าว
นางอมรา กล่าวด้วยว่า เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนชะลอตัวลงทุกตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวที่มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปร้อยละ 23 โดยมีความเสียหายจากการที่ไม่สามารถส่งออกสินค้าทางอากาศ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นการสูญเสียโอกาสในช่วงไฮซีซั่น ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 6.6 โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์ ยังมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะหากยังปรับลดลงต่อเนื่อง ก็จะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง
ขณะที่ภาคการส่งออกหดตัวร้อยละ 17.7 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2545 โดยมีมูลค่า 11,759 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 0.2 มีมูลค่า 12,655 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลการค้าขาดดุล 896 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 935 ล้านดอลลาร์ศหรัฐ เนื่องจากรายได้การท่องเที่ยวลบดลง ทำให้ขาดดุลบริการ 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สัญญาณการเชื่อมั่นของนักธุรกิจยังไม่ดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2543 อยู่ที่ 34.4 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 37.1 เนื่องจากกังวลกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผลกระทบจากการเมือง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2551ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนเนื่องมาจากสาเหตุอะไร
2.เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจในประเทศอะไรบ้างจึงจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้
3.เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนชะลอตัวลงทุกตัวมีอะไรบ้าง