วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คณะทำงานโอบามาคลอดแผนคุมเข้มภาคการเงิน มุ่งขจัดผลประโยชน์ทับซ้อนบริษัทจัดเรทติ้ง

จัดทำบทความโดย
น.ส. ขวัญแก้ว เตชะบุตรศรี 4901202091

เรื่อง คณะทำงานโอบามาคลอดแผนคุมเข้มภาคการเงิน มุ่งขจัดผลประโยชน์ทับซ้อนบริษัทจัดเรทติ้ง
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์รายงานว่า คณะทำงานของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของบารัค โอบามา วางแผนยกระดับระบบควบคุมภาคการเงินการธนาคารภายในประเทศ โดยมีทั้งการใช้มาตรการคุมเข้มกับกลุ่มเฮดจ์ฟันด์ บริษัทจัดอันดับเครดิต และโบรกเกอร์สินเชื่อที่อยู่อาศัย อีกทั้งมีการตรวจสอบเครื่องมือทางการเงิน
ทั้งนี้ ภายใต้ระบบปัจจุบัน บริษัทจัดอันดับเครดิตจะได้รับเงินจากบริษัทต่างๆ เป็นค่าตอบแทนในการช่วยจัดโครงสร้างเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งในเวลาต่อมาบริษัทจัดอันดับเหล่านี้ก็ยังดำเนินการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้อีก ซึ่งนางแมรี ชาปิโร ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากโอบามาให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (เอสอีซี) คนใหม่ กล่าวว่า หากไม่มีการจัดการกับรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนแล้ว ทางการสหรัฐก็จะไม่สามารถจัดการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในอันดับความน่าเชื่อถือ และไม่เชื่อมั่นในคุณค่าของตราสารที่ถูกจัดอันดับ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศรายใหญ่ อาทิ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส และฟิทช์ เรทติ้งส์ ถูกวุฒิสภาสหรัฐโจมตีว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนและปิดบังสถานะที่แท้จริงของบริษัทปล่อยกู้จำนอง จนเป็นเหตุให้กิดภาวะผันผวนในตลาดปล่อยกู้จำนองและสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลก อีกทั้งไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงของตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ซึ่งตราสารหนี้เหล่านี้มีมูลค่าถดถอยลงเนื่องจากจำนวนบริษัทปล่อยกู้จำนองที่ประสบปัญหามีมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทปล่อยกู้จำนองให้กับลูกหนี้ที่ขาดความน่าเชื่อถือ (ซับไพรม์) ทิโมธี ไกธ์เนอร์ ว่าที่รมว.คลังสหรัฐ เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับที่ 2 ซึ่งเขามองว่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญว่าจะปฏิรูปโครงการฟื้นฟูมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ของรัฐบาลสหรัฐ ไกธ์เนอร์ระบุว่า "ต้นทุนการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจและการเงินในสหรัฐจะบานปลายกว่าที่คิดหากเราไม่เริ่มใช้มาตกรการที่มีประสิทธิภาพในตอนนี้ วิกฤตการณ์ที่เข้าขั้นรุนแรงระดับนี้จำเป็นจะต้องใช้ 'ยาแรง' จึงจะรับมืออยู่" สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
ที่มาจาก http://www.ryt9.com/s/iq03/509985/
คำถาม
1.สาเหตุใดที่ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในอันดับความน่าเชื่อถือ และไม่เชื่อมั่นในคุณค่าของตราสารที่ถูกจัดอันดับ

2.ถ้าไม่มีการจัดการกับรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนของบริษัทต่างๆให้กับบริษัทจัดอันดับเครดิตแล้วจะส่งผลอย่างไร

3.การมีผลประโยชน์ทับซ้อนและปิดบังสถานะที่แท้จริงของบริษัทปล่อยกู้จำนอง เป็นสาเหตุให้เกิดผลอย่างไร


วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สรรพากรบี้นิติบุคคลทุจริตหลังสัญญาณรายได้ต่ำเป้า

จัดทำโดย
นางสาว กนกพรรณพร ชาญคณิต 4901202087
เรื่อง : สรรพากรบี้นิติบุคคลทุจริตหลังสัญญาณรายได้ต่ำเป้า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2552 08:07 น
สรรพากรเข้มรีดภาษีนิติบุคคลหลังส่งสัญญาณจัดเก็บต่ำเป้า จับตาผู้ตรวจบัญชีสร้างหลักฐานรายจ่ายเท็จหวังฉุดกำไรสุทธิใช้เป็นข้ออ้างจ่ายภาษีลดลง พร้อมทบทวนประมาณการจัดเก็บปี 52 คาดต่ำกว่าเป้า 8% หรือกว่า 1 แสนล้าน ไฟเขียวเงินบริจาคพรรคการเมืองสามารถลดหย่อนภาษีช่วยพัฒนาคุณภาพการเมืองไทยได้
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เพื่อให้การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2552 รัดกุมมากยิ่งขึ้น ขณะนี้กรมสรรพากรได้เข้มงวดกับการชำระภาษีของผู้ประกอบการนิติบุคคลเป็นพิเศษ เนื่องจากพบว่าผู้ประกอบการหลายรายร่วมมือกับผู้ตรวจสอบบัญชีสร้างรายจ่ายที่เป็นเท็จหลายรายการ ได้แก่ ค่าจ้างเหมาจ่าย ค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไม่มีการใช้จ่ายตามที่แจ้งไว้จริงแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างรายจ่ายเท็จเพื่อให้กำไรสุทธิลดต่ำลงและเสียภาษีในอัตราต่ำตามไปด้วย อีกทั้งในภายหลังก็สามารถนำมาขอคืนภาษีได้อีก เนื่องจากการระบุว่ามีค่าจ้างเหมาจ่ายจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ซึ่งส่วนนี้นอกจากรัฐจะไม่ได้รายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วยังต้องจ่ายภาษีกลับไปให้ผู้กระทำผิดเช่นนี้อีก
"ไม่เพียงแค่สร้างรายจ่ายเท็จเพื่อลดภาษีแต่ยังได้เม็ดเงินที่ไม่ได้จ่ายไว้ก่อนกลับไปด้วย ซึ่งทำให้รัฐเสียหายมาก จำเป็นต้องเข้มงวดกับการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลในรอบปีภาษีนี้ และจะตรวจสอบเพิ่มเติมถึงการตั้งคณะบุคคลอีกเป็นหมื่นรายที่ตั้งขึ้นเพื่อเลี่ยงภาษีเป็นหลัก"นายวินัยกล่าว
***ทบทวนจัดเก็บต่ำเป้า 1 แสนล้าน
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวต่อว่า กรมสรรพากรได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการณ์การจัดเก็บรายได้ทั้งปีของปี 2552 ใหม่ พบว่า กรมสรรพากรจะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าเดิม 8% หรือประมาณ 1.06 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าลดต่ำลงมาก โดยสัดส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 40%ของรายได้รวมของกรม
ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลคิดเป็น 30% ซึ่งคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะเป็นเงินได้ที่มาจากผลประกอบการในปี 2551 ที่หลายบริษัทยังไม่ได้ปิดกิจการ ส่วนเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็น 20% ซึ่งส่วนนี้อาจกระทบบ้างจากการเลิกจ้างงานในหลายกิจการเมื่อปี 2551 อีกทั้งจากการเลื่อนจ่ายโบนัสพนักงานของธุรกิจมาจ่ายในปี 2552 แทน ซึ่งจะกลายเป็นเงินได้ของปี 2552 ที่จะต้องไปชำระภาษีในรอบปี 2553
คาดการณ์ใหม่นี้ได้รวมปัจจัยบวกที่มีผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของกรม จากแผนการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาลด้วยการเพิ่มเติมงบรายจ่ายกลางปี 1.167 แสนล้านบาท แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่เป็นลบที่อาจส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของปีนี้ คือภาวะเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะที่เกิดจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากยังคงถดถอยต่อเนื่องยาวนานก็จะส่งผลให้จัดเก็บได้น้อยลงไปอีก
***ไฟเขียวเว้นภาษีบริจาคพรรคการเมือง
รายงานข่าวจากกรมสรรพากร แจ้งว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ..) เรื่องกำหนดเกณฑ์ และวิธีการแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2552 นี้ จะมีผลให้กรมจะต้องแบ่งรายได้จากการบริจาคของผู้ชำระภาษีให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่จะนำไปจัดสรรให้พรรคการเมืองต่อไป โดยการบริจาคจะกระทำได้โดยผู้เสียภาษีแต่ละคนจะต้องมีภาระภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป และแจ้งความแสดงจำนงในแบบแสดงรายการด้วยการระบุชื่อพรรคการเมือง ดังนั้นรายได้ซึ่งแต่เดิมจะนำมาใช้เพื่อรายการตามงบประมาณในแต่ละปี ก็จะแบ่งไปเพื่อพัฒนาระบบประชาธิปไตยผ่านพรรคการเมืองด้วย
นอกจากนี้กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างเตรียมจะหารือกับกกต.เพื่อพิจารณาตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 เพื่อลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ที่บริจาคเงินให้พรรคการเมืองโดยตรง สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 5,000 ส่วนนิติบุคคลสามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งโครงการเหล่านี้แม้จะทำให้รายได้ที่จะเข้ารัฐลดลงบ้าง แต่จะมีผลให้พัฒนาการเมืองไทยในอนาคตได้ก็คุ้มค่ากัน

แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/

คำถาม

1.มีอะไรบ้างที่ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรลดลง

2.มีวิธีแก้ไขของคำตอบในข้อ 1 อย่างไร

3.ไฟเขียวเว้นภาษีบริจาคพรรคการเมืองมีผลดีอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า

วันพฤหัสบดี, มกราคม 22 ,2009
ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า
จัดทำบทความโดย
น.ส.วราภรณ์ จันทร์แสงสุก 4901202065

แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4 นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4%
เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้
อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยาย
ตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%” นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า

แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุน
เหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน
ก.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้

แหล่งที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea

คำถาม
1.เศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลมาจากอะไร

2. สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่ง ออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากสาเหตุอะไร

3.ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน และระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%” อันเนื่องมาจากสาเหตุอะไร

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามค่าเงินในภูมิภาค

จัดทำบทความโดย
น.ส.พรรณทิพา อมรวงศ์ไพบูลย์ 4901202069


เรื่อง : เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามค่าเงินในภูมิภาค
กรุงเทพฯ 17 ม.ค - เงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางเทคนิค การแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วงปลายสัปดาห์ ตลอดจนแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก ด้านอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเริ่มปรับตัวลดลง
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา(12-16 ม.ค.) อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวลง ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลัก โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันลง 0.75% จาก 2.75% เหลือ 2.00% ในการประชุมวันพุธที่ 14 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อนหน้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่ปรับลดมากถึง 1.00% เป็นผลมาจากความกังวลที่มีต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ในระดับสูง รวมทั้งการผ่อนคลายลงอย่างชัดเจนของแรงกดดันเงินเฟ้อตามการปรับลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ในขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ
นอกจากนี้ ยังมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาดเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่าง 2.00-2.75% เทียบกับ 2.74-2.75% ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน ปรับตัวอยู่ในกรอบระหว่าง 2.00-2.75% เทียบกับระดับ 2.5872-2.75% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ด้านเงินบาทในประเทศ (Onshore) ขยับแข็งค่าท้ายสัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ก่อนจะดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางเทคนิค การแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วงปลายสัปดาห์ ตลอดจนแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก ทั้งนี้ เงินบาทขยับแข็งค่าได้ต่อเนื่องจนถึงในช่วงปลายสัปดาห์ แม้ว่า กนง.จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% (ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะลด 0.50%) ในการประชุมช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบๆ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่มากระตุ้น โดยเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.85 (ตลาดเอเชีย) เทียบกับระดับ 34.77 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 มกราคม)
ในสัปดาห์นี้ (วันที่ 19-23 มกราคม 2552) ธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00% จากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 34.70-35.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ควรจับตา ประกอบด้วย ทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเด็นคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ของนายบารัค โอบามา ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนธันวาคม 2551 และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐ เดือนมกราคม 2552 จัดทำโดยสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ทั้งนี้ ตลาดการเงินสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์. -สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-01-17 10:59:17
http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=244677&ch=ec2
ที่มา : สำนักข่าวไทย
คำถาม
1. เพราะเหตุใดคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จึงมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยการซื้อคืนพันธบัตรลง

2. เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณเท่าใด และปัจจัยใดเป็นสำคัญ

3. อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่างเท่าใด เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้านี้

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

ธปท.หวังรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจหลังชะลอตัวลงหนัก

จัดทำบทความโดย
น.ส.ขวัญแก้ว เตชะบุตรศรี 4901202091

ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2551 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ธนาคารแห่งประเทศไทยหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2551 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้ เพราะเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ทั้งจาก 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคนที่ต่ออายุออกไป และการเพิ่มการจ้างงาน การต่อยอดโครงการต่าง ๆ ที่ดี ซึ่งก็คงจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้
“หลังจากที่มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล บรรยากาศก็เริ่มดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดี ก็ต้องให้โอกาสรัฐบาลในการทำงาน หากเดินหน้าต่อไป เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ก็คงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจได้ และเห็นว่า การที่ไทยจะจัดการประชุมผู้นำอาเซียนในต้นปีหน้า ก็จะเป็นทางหนึ่งการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับไทยได้” นางอมรา กล่าว
นางอมรา กล่าวด้วยว่า เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนชะลอตัวลงทุกตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวที่มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปร้อยละ 23 โดยมีความเสียหายจากการที่ไม่สามารถส่งออกสินค้าทางอากาศ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นการสูญเสียโอกาสในช่วงไฮซีซั่น ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 6.6 โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์ ยังมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะหากยังปรับลดลงต่อเนื่อง ก็จะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง
ขณะที่ภาคการส่งออกหดตัวร้อยละ 17.7 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2545 โดยมีมูลค่า 11,759 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 0.2 มีมูลค่า 12,655 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลการค้าขาดดุล 896 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 935 ล้านดอลลาร์ศหรัฐ เนื่องจากรายได้การท่องเที่ยวลบดลง ทำให้ขาดดุลบริการ 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สัญญาณการเชื่อมั่นของนักธุรกิจยังไม่ดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2543 อยู่ที่ 34.4 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 37.1 เนื่องจากกังวลกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผลกระทบจากการเมือง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2551ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนเนื่องมาจากสาเหตุอะไร
2.เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจในประเทศอะไรบ้างจึงจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้
3.เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนชะลอตัวลงทุกตัวมีอะไรบ้าง

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2551 9.55
จัดทำบทความโดย
น.ส. กนกพรรณพร ชาญคณิต 4901202087
เรื่อง : คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิตประเมินเศรษฐกิจไทยปีหน้าโต 2-3% แต่ไตรมาสแรกทรุดหนักสุดจีดีพีมีโอกาสติดลบ และหลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีก เสนอแนะลดหย่อนภาษีให้กิจการกรณีไม่มีเลิกจ้าง ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.5-1% และปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาด
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 52 จะอยู่ระหว่าง 2-3% ซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายระหว่าง 1.7-2.2% ในปี 52 เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ขยายตัว 3.7% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกต่างปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของไทย และ มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตในระยะต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.5-1%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไม่เจอปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แต่มีความเสี่ยงติดลบเฉพาะในไตรมาสแรก ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจจะติดลบเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมปีหน้า เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่ปี 52 "ฟันธงว่าไตรมาสแรกปีหน้าเลวร้ายสุด อาการหนัก คนตกงานกว่า 1 ล้านคน กรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรกไม่เกิน -0.5%หลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีกสามไตรมาสที่เหลือจะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยและจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่"นายอนุสรณ์กล่าว ทั้งนี้ ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยออกเป็นสามกรณีโดยที่ กรณีดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้คือ 2.0-2.2 % และวิกฤตการณ์การเมืองยุติอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก กรณีมีความเป็นไปได้ไม่สูงนัก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 1% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% หรือประมาณ 900,000 คน กรณีพื้นฐานหรือกรณีปกติ (Base Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ 1.7-2.0% และวิกฤติการณ์การเมืองยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและอาจจะมีการยุบสภาในปี 52 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.7% หรือประมาณ 1,000,000 คน และกรณีเลวร้าย (Worst Case) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้คือต่ำกว่า 1.7% และ วิกฤติการณ์การเมืองดำเนินต่อไปและมีความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.0% อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ -0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% หรือประมาณ 1,200,000 คน นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะนโยบายเร่งด่วนและทางออกให้รัฐบาลใหม่ อาทิ เสนอแนะลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีเลิกจ้างในปี 52 เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือนช่วงครึ่งปีแรกของปี 52 รวมถึงขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75-1% และ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมด้วยการซื้อพันธบัตร มีมาตรการจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs แต่ต้องกำกับดูแลโดยปล่อยให้เป็นการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของธปท. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว และลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% โดยให้ชดเชยรายได้ภาษีของรัฐด้วยการขึ้นภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่และสุราแทน หรือ พิจารณาความเป็นไปได้ในเก็บภาษีมรดก เป็นต้น
"การชิงไหวชิงพริบในการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองขั้วเป็นธรรมชาติของการเมือง ใครจะเป็นรัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น เพราะวิกฤตการณ์การเมืองคลี่คลายบ้างแล้วโดยเฉพาะการยุติประท้วงปิดสนามบินแต่จะดียิ่งขึ้นหากได้รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุนควรจะมีประสบการณ์และผลงานก็ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น ขั้วไหนเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล การเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็งทำให้นักการเมืองเกรงใจและกลัวการตรวจสอบมากขึ้น ทำให้มีการเลือกคนที่มีคุณภาพดีขึ้นมาเป็นรัฐบาล"นายอนุสรณ์กล่าว

ที่มา : http://www.manager.co.th/

คำถาม
1. การชลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย
2. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวตามกลไกมีผลดีอย่างไร
3. ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของ ประเทศไทยต่อต่างประเทศ จะมีวิธีแก้อย่างไร