วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2551 9.55
จัดทำบทความโดย
น.ส. กนกพรรณพร ชาญคณิต 4901202087
เรื่อง : คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิตประเมินเศรษฐกิจไทยปีหน้าโต 2-3% แต่ไตรมาสแรกทรุดหนักสุดจีดีพีมีโอกาสติดลบ และหลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีก เสนอแนะลดหย่อนภาษีให้กิจการกรณีไม่มีเลิกจ้าง ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.5-1% และปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาด
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 52 จะอยู่ระหว่าง 2-3% ซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายระหว่าง 1.7-2.2% ในปี 52 เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ขยายตัว 3.7% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกต่างปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของไทย และ มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตในระยะต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.5-1%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไม่เจอปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แต่มีความเสี่ยงติดลบเฉพาะในไตรมาสแรก ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจจะติดลบเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมปีหน้า เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่ปี 52 "ฟันธงว่าไตรมาสแรกปีหน้าเลวร้ายสุด อาการหนัก คนตกงานกว่า 1 ล้านคน กรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรกไม่เกิน -0.5%หลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีกสามไตรมาสที่เหลือจะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยและจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่"นายอนุสรณ์กล่าว ทั้งนี้ ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยออกเป็นสามกรณีโดยที่ กรณีดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้คือ 2.0-2.2 % และวิกฤตการณ์การเมืองยุติอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก กรณีมีความเป็นไปได้ไม่สูงนัก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 1% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% หรือประมาณ 900,000 คน กรณีพื้นฐานหรือกรณีปกติ (Base Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ 1.7-2.0% และวิกฤติการณ์การเมืองยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและอาจจะมีการยุบสภาในปี 52 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.7% หรือประมาณ 1,000,000 คน และกรณีเลวร้าย (Worst Case) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้คือต่ำกว่า 1.7% และ วิกฤติการณ์การเมืองดำเนินต่อไปและมีความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.0% อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ -0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% หรือประมาณ 1,200,000 คน นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะนโยบายเร่งด่วนและทางออกให้รัฐบาลใหม่ อาทิ เสนอแนะลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีเลิกจ้างในปี 52 เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือนช่วงครึ่งปีแรกของปี 52 รวมถึงขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75-1% และ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมด้วยการซื้อพันธบัตร มีมาตรการจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs แต่ต้องกำกับดูแลโดยปล่อยให้เป็นการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของธปท. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว และลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% โดยให้ชดเชยรายได้ภาษีของรัฐด้วยการขึ้นภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่และสุราแทน หรือ พิจารณาความเป็นไปได้ในเก็บภาษีมรดก เป็นต้น
"การชิงไหวชิงพริบในการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองขั้วเป็นธรรมชาติของการเมือง ใครจะเป็นรัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น เพราะวิกฤตการณ์การเมืองคลี่คลายบ้างแล้วโดยเฉพาะการยุติประท้วงปิดสนามบินแต่จะดียิ่งขึ้นหากได้รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุนควรจะมีประสบการณ์และผลงานก็ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น ขั้วไหนเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล การเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็งทำให้นักการเมืองเกรงใจและกลัวการตรวจสอบมากขึ้น ทำให้มีการเลือกคนที่มีคุณภาพดีขึ้นมาเป็นรัฐบาล"นายอนุสรณ์กล่าว

ที่มา : http://www.manager.co.th/

คำถาม
1. การชลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย
2. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวตามกลไกมีผลดีอย่างไร
3. ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของ ประเทศไทยต่อต่างประเทศ จะมีวิธีแก้อย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สั่งทูตพาณิชย์เอกซเรย์ผลปิดสนามบิน

สั่งทูตพาณิชย์เอกซเรย์ผลปิดสนามบิน หวังเยียวยาผู้ประกอบการ-เปิดสุวรรณภูมิวันที่2ไม่คึก

โดย ข่าวสด
วัน อาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 09:20 น.

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ต่างประเทศทั่วโลกได้ประเมินถึงผลกระทบที่ได้รับจากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อส่งกลับมาเป็นข้อมูลในการวางแผนหาทางแก้ไขต่อไป และได้ประสานกับภาคเอกชนต่างประเทศที่ประสบปัญหาความชะงักงันด้านการค้า การนำเข้า-ส่งออก โดยพยายามเข้าแก้ไขปัญหา และเสนอแนะมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังได้เข้าไปช่วยดูแล และเร่งชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการของไทยทั้งนำเข้าและส่งออกที่สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้ต่อเนื่องแล้ว และหากไม่ได้รับความสะดวกสามารถติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงพาณิชย์ หรือ MOC Service Link ถนนรัชดาภิเษก โทร. 0-2512-0123, 0-2507-7000 เป็นศูนย์กลางและประสานงานเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ จากผู้ส่งออกในการแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์ และยังเป็นตัวกลางประสานงานกับศุลกากร ได้ทันทีอีกด้วย
นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภายหลังจากบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง จะทำให้ผู้ส่งออกไทยกลับเข้ามาติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้า และส่งออกไปยังต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้ขอให้ผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกได้ติดต่อกับผู้ค้าปลีกอย่างใกล้ชิด ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งแอร์คาร์โก้เปิดให้บริการอย่างครบวงจรแล้วน่าจะทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดต่างประเทศทั่วโลกกลับมาดำเนินการตามปกติได้หลังจากนี้ไป
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการยอมรับจากองค์กรการบินระหว่างประเทศถึงระบบความปลอดภัย และกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอีกครั้ง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. และในวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ นั้นสภาพการให้บริการโดยรวมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีผู้มาใช้บริการท่าอากาศยานจำนวนน้อยกว่าเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันแรก และส่วนมากยังเป็นผู้โดยสารขาออกที่บางส่วนยังตกค้างอยู่ในประเทศไทย เพราะระหว่างที่มีการชุมนุมไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทยได้ เนื่องจากเครื่องบินไม่สามารถให้บริการได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่สายการบินต่างชาติบางแห่งให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ลูกค้าส่วนใหญ่แสดงความต้องการที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อต้องการกลับไปประเทศของตนโดยเร็ว เพราะบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าอาจมีสถานการณ์การชุมนุมปิดสนามบินอีกหรือไม่ ในขณะที่คนไทยบางส่วนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยระบุว่า มีความมั่นใจว่าจะไม่มีการชุมนุมปิดสนามบินอีก เพราะที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และกระทบต่อการประกอบธุรกิจในภาพกว้าง และต่างชาติเองก็ไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับท่าอากาศยานที่เปรียบได้กับประตูของประเทศและเป็นส่วนสำคัญในเส้นทางบินในภูมิภาคนี้

ที่มา : http://www.wresearch.org/papereconomic.html

คำถาม
1.กระทรวงพาณิชย์พยายามแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ไทยไม่สามารถทำได้โดยวิธีใด
2.การที่พันธมิตรได้ปิดล้อมสนามบินทั้งสองแห่งส่งผลกระทบกับภาพรวมของประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน
3.จากสถานการณืที่เกิดขึ้นกระทรวงพาณิชย์ควรหาทางออกโดยวิธีไหนที่ดีที่สุด