วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551
คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2551 9.55
จัดทำบทความโดย
น.ส. กนกพรรณพร ชาญคณิต 4901202087
เรื่อง : คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิตประเมินเศรษฐกิจไทยปีหน้าโต 2-3% แต่ไตรมาสแรกทรุดหนักสุดจีดีพีมีโอกาสติดลบ และหลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีก เสนอแนะลดหย่อนภาษีให้กิจการกรณีไม่มีเลิกจ้าง ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.5-1% และปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาด
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 52 จะอยู่ระหว่าง 2-3% ซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายระหว่าง 1.7-2.2% ในปี 52 เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ขยายตัว 3.7% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกต่างปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของไทย และ มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตในระยะต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.5-1%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไม่เจอปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แต่มีความเสี่ยงติดลบเฉพาะในไตรมาสแรก ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจจะติดลบเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมปีหน้า เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่ปี 52 "ฟันธงว่าไตรมาสแรกปีหน้าเลวร้ายสุด อาการหนัก คนตกงานกว่า 1 ล้านคน กรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรกไม่เกิน -0.5%หลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีกสามไตรมาสที่เหลือจะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยและจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่"นายอนุสรณ์กล่าว ทั้งนี้ ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยออกเป็นสามกรณีโดยที่ กรณีดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้คือ 2.0-2.2 % และวิกฤตการณ์การเมืองยุติอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก กรณีมีความเป็นไปได้ไม่สูงนัก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 1% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% หรือประมาณ 900,000 คน กรณีพื้นฐานหรือกรณีปกติ (Base Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ 1.7-2.0% และวิกฤติการณ์การเมืองยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและอาจจะมีการยุบสภาในปี 52 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.7% หรือประมาณ 1,000,000 คน และกรณีเลวร้าย (Worst Case) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้คือต่ำกว่า 1.7% และ วิกฤติการณ์การเมืองดำเนินต่อไปและมีความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.0% อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ -0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% หรือประมาณ 1,200,000 คน นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะนโยบายเร่งด่วนและทางออกให้รัฐบาลใหม่ อาทิ เสนอแนะลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีเลิกจ้างในปี 52 เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือนช่วงครึ่งปีแรกของปี 52 รวมถึงขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75-1% และ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมด้วยการซื้อพันธบัตร มีมาตรการจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs แต่ต้องกำกับดูแลโดยปล่อยให้เป็นการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของธปท. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว และลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% โดยให้ชดเชยรายได้ภาษีของรัฐด้วยการขึ้นภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่และสุราแทน หรือ พิจารณาความเป็นไปได้ในเก็บภาษีมรดก เป็นต้น
"การชิงไหวชิงพริบในการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองขั้วเป็นธรรมชาติของการเมือง ใครจะเป็นรัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น เพราะวิกฤตการณ์การเมืองคลี่คลายบ้างแล้วโดยเฉพาะการยุติประท้วงปิดสนามบินแต่จะดียิ่งขึ้นหากได้รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุนควรจะมีประสบการณ์และผลงานก็ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น ขั้วไหนเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล การเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็งทำให้นักการเมืองเกรงใจและกลัวการตรวจสอบมากขึ้น ทำให้มีการเลือกคนที่มีคุณภาพดีขึ้นมาเป็นรัฐบาล"นายอนุสรณ์กล่าว
ที่มา : http://www.manager.co.th/
จัดทำบทความโดย
น.ส. กนกพรรณพร ชาญคณิต 4901202087
เรื่อง : คาดปีหน้าจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แนะลดหย่อนภาษี-กดดบ.0.5-1%
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิตประเมินเศรษฐกิจไทยปีหน้าโต 2-3% แต่ไตรมาสแรกทรุดหนักสุดจีดีพีมีโอกาสติดลบ และหลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีก เสนอแนะลดหย่อนภาษีให้กิจการกรณีไม่มีเลิกจ้าง ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.5-1% และปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาด
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 52 จะอยู่ระหว่าง 2-3% ซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายระหว่าง 1.7-2.2% ในปี 52 เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ขยายตัว 3.7% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกต่างปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของไทย และ มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตในระยะต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.5-1%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไม่เจอปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แต่มีความเสี่ยงติดลบเฉพาะในไตรมาสแรก ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจจะติดลบเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมปีหน้า เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่ปี 52 "ฟันธงว่าไตรมาสแรกปีหน้าเลวร้ายสุด อาการหนัก คนตกงานกว่า 1 ล้านคน กรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรกไม่เกิน -0.5%หลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีกสามไตรมาสที่เหลือจะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยและจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่"นายอนุสรณ์กล่าว ทั้งนี้ ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยออกเป็นสามกรณีโดยที่ กรณีดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้คือ 2.0-2.2 % และวิกฤตการณ์การเมืองยุติอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก กรณีมีความเป็นไปได้ไม่สูงนัก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 1% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% หรือประมาณ 900,000 คน กรณีพื้นฐานหรือกรณีปกติ (Base Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ 1.7-2.0% และวิกฤติการณ์การเมืองยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและอาจจะมีการยุบสภาในปี 52 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.7% หรือประมาณ 1,000,000 คน และกรณีเลวร้าย (Worst Case) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้คือต่ำกว่า 1.7% และ วิกฤติการณ์การเมืองดำเนินต่อไปและมีความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 2.0% อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ -0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% หรือประมาณ 1,200,000 คน นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะนโยบายเร่งด่วนและทางออกให้รัฐบาลใหม่ อาทิ เสนอแนะลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีเลิกจ้างในปี 52 เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือนช่วงครึ่งปีแรกของปี 52 รวมถึงขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75-1% และ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมด้วยการซื้อพันธบัตร มีมาตรการจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs แต่ต้องกำกับดูแลโดยปล่อยให้เป็นการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของธปท. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตามกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว และลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% โดยให้ชดเชยรายได้ภาษีของรัฐด้วยการขึ้นภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่และสุราแทน หรือ พิจารณาความเป็นไปได้ในเก็บภาษีมรดก เป็นต้น
"การชิงไหวชิงพริบในการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองขั้วเป็นธรรมชาติของการเมือง ใครจะเป็นรัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น เพราะวิกฤตการณ์การเมืองคลี่คลายบ้างแล้วโดยเฉพาะการยุติประท้วงปิดสนามบินแต่จะดียิ่งขึ้นหากได้รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุนควรจะมีประสบการณ์และผลงานก็ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น ขั้วไหนเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล การเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็งทำให้นักการเมืองเกรงใจและกลัวการตรวจสอบมากขึ้น ทำให้มีการเลือกคนที่มีคุณภาพดีขึ้นมาเป็นรัฐบาล"นายอนุสรณ์กล่าว
ที่มา : http://www.manager.co.th/
คำถาม
1. การชลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย
2. การปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวตามกลไกมีผลดีอย่างไร
3. ปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของ ประเทศไทยต่อต่างประเทศ จะมีวิธีแก้อย่างไร
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สั่งทูตพาณิชย์เอกซเรย์ผลปิดสนามบิน
สั่งทูตพาณิชย์เอกซเรย์ผลปิดสนามบิน หวังเยียวยาผู้ประกอบการ-เปิดสุวรรณภูมิวันที่2ไม่คึก
โดย ข่าวสด
วัน อาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 09:20 น.
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ต่างประเทศทั่วโลกได้ประเมินถึงผลกระทบที่ได้รับจากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อส่งกลับมาเป็นข้อมูลในการวางแผนหาทางแก้ไขต่อไป และได้ประสานกับภาคเอกชนต่างประเทศที่ประสบปัญหาความชะงักงันด้านการค้า การนำเข้า-ส่งออก โดยพยายามเข้าแก้ไขปัญหา และเสนอแนะมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังได้เข้าไปช่วยดูแล และเร่งชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการของไทยทั้งนำเข้าและส่งออกที่สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้ต่อเนื่องแล้ว และหากไม่ได้รับความสะดวกสามารถติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงพาณิชย์ หรือ MOC Service Link ถนนรัชดาภิเษก โทร. 0-2512-0123, 0-2507-7000 เป็นศูนย์กลางและประสานงานเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ จากผู้ส่งออกในการแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์ และยังเป็นตัวกลางประสานงานกับศุลกากร ได้ทันทีอีกด้วย
นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภายหลังจากบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง จะทำให้ผู้ส่งออกไทยกลับเข้ามาติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้า และส่งออกไปยังต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้ขอให้ผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกได้ติดต่อกับผู้ค้าปลีกอย่างใกล้ชิด ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งแอร์คาร์โก้เปิดให้บริการอย่างครบวงจรแล้วน่าจะทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดต่างประเทศทั่วโลกกลับมาดำเนินการตามปกติได้หลังจากนี้ไป
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการยอมรับจากองค์กรการบินระหว่างประเทศถึงระบบความปลอดภัย และกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอีกครั้ง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. และในวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ นั้นสภาพการให้บริการโดยรวมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีผู้มาใช้บริการท่าอากาศยานจำนวนน้อยกว่าเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันแรก และส่วนมากยังเป็นผู้โดยสารขาออกที่บางส่วนยังตกค้างอยู่ในประเทศไทย เพราะระหว่างที่มีการชุมนุมไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทยได้ เนื่องจากเครื่องบินไม่สามารถให้บริการได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่สายการบินต่างชาติบางแห่งให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ลูกค้าส่วนใหญ่แสดงความต้องการที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อต้องการกลับไปประเทศของตนโดยเร็ว เพราะบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าอาจมีสถานการณ์การชุมนุมปิดสนามบินอีกหรือไม่ ในขณะที่คนไทยบางส่วนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยระบุว่า มีความมั่นใจว่าจะไม่มีการชุมนุมปิดสนามบินอีก เพราะที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และกระทบต่อการประกอบธุรกิจในภาพกว้าง และต่างชาติเองก็ไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับท่าอากาศยานที่เปรียบได้กับประตูของประเทศและเป็นส่วนสำคัญในเส้นทางบินในภูมิภาคนี้
ที่มา : http://www.wresearch.org/papereconomic.html
คำถาม
1.กระทรวงพาณิชย์พยายามแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ไทยไม่สามารถทำได้โดยวิธีใด
2.การที่พันธมิตรได้ปิดล้อมสนามบินทั้งสองแห่งส่งผลกระทบกับภาพรวมของประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน
3.จากสถานการณืที่เกิดขึ้นกระทรวงพาณิชย์ควรหาทางออกโดยวิธีไหนที่ดีที่สุด
โดย ข่าวสด
วัน อาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 09:20 น.
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ต่างประเทศทั่วโลกได้ประเมินถึงผลกระทบที่ได้รับจากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อส่งกลับมาเป็นข้อมูลในการวางแผนหาทางแก้ไขต่อไป และได้ประสานกับภาคเอกชนต่างประเทศที่ประสบปัญหาความชะงักงันด้านการค้า การนำเข้า-ส่งออก โดยพยายามเข้าแก้ไขปัญหา และเสนอแนะมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังได้เข้าไปช่วยดูแล และเร่งชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการของไทยทั้งนำเข้าและส่งออกที่สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้ต่อเนื่องแล้ว และหากไม่ได้รับความสะดวกสามารถติดต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงพาณิชย์ หรือ MOC Service Link ถนนรัชดาภิเษก โทร. 0-2512-0123, 0-2507-7000 เป็นศูนย์กลางและประสานงานเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ จากผู้ส่งออกในการแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์ และยังเป็นตัวกลางประสานงานกับศุลกากร ได้ทันทีอีกด้วย
นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภายหลังจากบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง จะทำให้ผู้ส่งออกไทยกลับเข้ามาติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้า และส่งออกไปยังต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้ขอให้ผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกได้ติดต่อกับผู้ค้าปลีกอย่างใกล้ชิด ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งแอร์คาร์โก้เปิดให้บริการอย่างครบวงจรแล้วน่าจะทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดต่างประเทศทั่วโลกกลับมาดำเนินการตามปกติได้หลังจากนี้ไป
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการยอมรับจากองค์กรการบินระหว่างประเทศถึงระบบความปลอดภัย และกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอีกครั้ง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. และในวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ นั้นสภาพการให้บริการโดยรวมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีผู้มาใช้บริการท่าอากาศยานจำนวนน้อยกว่าเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันแรก และส่วนมากยังเป็นผู้โดยสารขาออกที่บางส่วนยังตกค้างอยู่ในประเทศไทย เพราะระหว่างที่มีการชุมนุมไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทยได้ เนื่องจากเครื่องบินไม่สามารถให้บริการได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่สายการบินต่างชาติบางแห่งให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ลูกค้าส่วนใหญ่แสดงความต้องการที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อต้องการกลับไปประเทศของตนโดยเร็ว เพราะบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าอาจมีสถานการณ์การชุมนุมปิดสนามบินอีกหรือไม่ ในขณะที่คนไทยบางส่วนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยระบุว่า มีความมั่นใจว่าจะไม่มีการชุมนุมปิดสนามบินอีก เพราะที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และกระทบต่อการประกอบธุรกิจในภาพกว้าง และต่างชาติเองก็ไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับท่าอากาศยานที่เปรียบได้กับประตูของประเทศและเป็นส่วนสำคัญในเส้นทางบินในภูมิภาคนี้
ที่มา : http://www.wresearch.org/papereconomic.html
คำถาม
1.กระทรวงพาณิชย์พยายามแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ไทยไม่สามารถทำได้โดยวิธีใด
2.การที่พันธมิตรได้ปิดล้อมสนามบินทั้งสองแห่งส่งผลกระทบกับภาพรวมของประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน
3.จากสถานการณืที่เกิดขึ้นกระทรวงพาณิชย์ควรหาทางออกโดยวิธีไหนที่ดีที่สุด
วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สภาพคล่องฝืด ดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งสะท้อนมาตรการรัฐอุ้มเศรษฐกิจเหลว
27 พฤศจิกายน 2551 21:46 น.
โดย ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์
สภาพคล่องฝืด ดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งสะท้อนมาตรการรัฐอุ้มเศรษฐกิจเหลว
จัดทำบทความโดย
น.ส.วราภรณ์ จันทร์แสงสุก 4901202065
ตลาดเงินผิดปกติ ผลตอบแทนระยะสั้นทะยาน หลังสภาพคล่องในระบบมีปัญหา แบงก์รัฐเปิดศึกดูดเงิน สะท้อนภาพวิกฤติเศรษฐกิจหนักกว่าที่คิด มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลอาจไม่ได้ผล มุ่งแค่รักษาฐานเสียงไม่ได้ให้ความสำคัญที่คนตกงาน นักการเงินชี้งานนี้พันธบัตรรัฐบาลอาจขายลำบากหากกดดอกเบี้ยต่ำ
ในช่วงที่ตลาดเงินในประเทศไทย อยู่ในช่วงที่รอทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 ท่ามกลางวิกฤติทางการเงินของโลกที่ยังไม่สงบ เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่ถอนการลงทุนทั่วโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลในเรื่องของสภาพคล่อง
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะปรับลดลงตามนโยบายของแต่ละประเทศ เพื่อหวังชี้นำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศลดตาม ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยแม้อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะเริ่มปรับลดลงตามตลาดโลกบ้าง ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปที่ปรับตัวลดลง หากพิจารณาจากผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น 1 เดือนอยู่ที่ 3.25% ส่วน 3 และ 6 เดือน อยู่ที่ 3.21% และ 3.18% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 1 ปีอยู่ที่ 3.14% อายุ 3 ปีอยู่ที่ 3.20% โดยผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวผลตอบแทนได้ลดลงจากเดิมมาก
แบงก์รัฐฉกเงินระยะสั้น
นักบริหารเงินรายหนึ่งให้ความเห็นว่า นี่คือความผิดปกติของตลาดเงินในประเทศไทย ที่ความต้องการเงินในระยะสั้นมีมากกว่าระยะยาว สะท้อนถึงความต้องการสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจผ่านธนาคารพาณิชย์
ตอนนี้เงินสดถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดสำหรับทั้งภาคธุรกิจและภาคบุคคล ธนาคารจึงใช้จังหวะดังกล่าวดึงเงินออมจากภาคประชาชนกลับมาไว้ที่ธนาคาร เพราะด้านหนึ่งต้องเตรียมการสำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเดิมของธนาคาร อีกด้านหนึ่งเป็นการล็อกลูกค้าไม่ให้ถูกดูดไปตามการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่กำลังจะออกมา
เห็นได้จากฐานเงินฝากในรอบ 10 เดือน แม้แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพเงินฝากยังลดลงไปเกือบ 1 พันล้านบาท หากดูตัวเลขในรอบ 1 ปียอดเงินฝากลดลงไปเกือบ 1 หมื่นล้านบาท นั่นถือว่าเป็นการดึงเงินคืนมาได้ในระดับหนึ่งหลังจากที่ออกโปรโมชั่นเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.8% ในระยะที่ผ่านมา และได้ออกโปรโมชั่นต่อเนื่องดอกเบี้ย 3.5% สำหรับเงินฝากประจำ 5 เดือน และธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ออกโปรโมชั่นเหมือนกับธนาคารกรุงเทพ
เช่นเดียวกับธนาคารทหารไทยและไทยธนาคาร ที่ฐานเงินฝากลดลง ขณะที่แบงก์ขนาดเล็กกลับมีฐานเงินฝากมากขึ้น หลังจากที่ออกโปรโมชั่นเงินฝากเพื่อรองรับกับพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ เมื่อมีการยืดระยะเวลาบังคับใช้ออกไปอีก 3 ปี โปรโมชั่นดึงเงินฝากของแบงก์เล็กก็ลดลง
แต่กลับมีการแย่งชิงเงินฝากของธนาคารภาครัฐขึ้นมาแทน เห็นได้จากการเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ให้ดอกเบี้ยสำหรับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษสูงถึง 3.25% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนเริ่มต้นที่ 3-3.5% ฝากประจำ 2 ปี 4% และ 3 ปี 4.25% หากฝาก 5 ปีรับดอกเบี้ย 4.5%
ขณะที่ธนาคารออมสินมีบัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ 1.75-3% ส่วนฝากประจำ 3 เดือนเริ่มต้นที่ 3-4.5% แต่เงินฝาก 6-12 เดือนกลับให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพียง 2.5-3% เท่านั้น มีเพียงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่ยังให้ดอกเบี้ยในอัตราไม่สูงนักคือเงินฝากประจำ 3-24 เดือนอยู่ระหว่าง 2.35-3.5%
การแย่งชิงเม็ดเงินระยะสั้นของธนาคารรัฐนับเป็นการสะท้อนถึงความจำเป็นของธนาคารที่ต้องเตรียมเงินเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และยังเป็นตัวเร่งให้สภาพคล่องทางการเงินระยะสั้นตึงตัวอีกด้วย
ตลาดเงินผิดปกติ
ความผิดปกติทางการเงินที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นตัวบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี
แหล่งข่าวกล่าวว่า ดอกเบี้ยระยะสั้นจากนี้ไปคงไม่ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากตลาดสินเชื่อยังมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤติของแต่ละหน่วยงาน แต่ดอกเบี้ยระยะยาวดอกเบี้ยคงจะไม่ปรับสูงนัก เนื่องจากการปล่อยกู้ระยะยาวจะมีผลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ตอนนี้แบงก์ส่วนใหญ่จะเข้มงวดในการปล่อยกู้ ไม่ปล่อยกู้ในภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยง เห็นได้จากยอดการให้สินเชื่อในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2551 ทั้งระบบเพิ่มขึ้นเพียง 1.84 หมื่นล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.32% เท่านั้น
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น แบงก์เลือกที่จะระดมเงินระยะสั้นเพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะเก็บไว้ในระยะยาว ดอกเบี้ยเงินฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจึงไม่สูงกว่าดอกเบี้ยฝากระยะสั้น ๆ ขณะที่แบงก์เองก็ไม่กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อใหม่เนื่องจากเกรงเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจย่อมมีผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง
เมื่อแบงก์กลัวสภาพเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างนี้แล้ว คงต้องกลับมาประเมินสิ่งที่ภาครัฐได้กล่าวออกไปว่าประเทศไทยสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้นั้นจริงหรือไม่ ถ้าจริงแล้วทำไมธนาคารพาณิชย์ถึงไม่กล้าปล่อยกู้ ทำไมจึงเลือกที่จะให้เงินฝากระยะสั้นที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ
ตามมาด้วยทำไมบริษัทขนาดใหญ่จึงเลือกออกหุ้นกู้เสนอขายต่อประชาชน แทนที่จะใช้วิธีการเดิมที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน ตรงนี้เท่ากับเป็นการส่งตรงความเสี่ยงจากการลงทุนมายังภาคประชาชนโดยตรง
อย่าลืมว่าแบงก์ก็ต้องปกป้องธุรกิจของตนเอง รัฐบาลขอร้องให้ปล่อยสินเชื่อ แต่ถ้าปล่อยไปแล้วเกิดความเสียหายรัฐบาลจะรับผิดชอบเหมือนกับแบงก์รัฐหรือไม่ เมื่อไม่มีคำตอบในส่วนนี้ไม่ว่าแบงก์พาณิชย์ไหนก็คงทำตามนโยบายรัฐบาลยาก
ระวังพันธบัตรขายไม่ออก
เขากล่าวต่อไปว่า หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อออกไปย่อมกระทบต่อการเสนอขายพันธบัตรของรัฐบาลในที่สุด เนื่องจากระยะที่ผ่านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะมากกว่า 1 ปีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3% ต้น ๆ เท่านั้น เทียบกับผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนชั้นนำอายุ 3 ปี ที่ให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 5% ขึ้นไป
เดิมรัฐบาลได้กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยส่วนหนึ่งเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งเพื่อให้การออกพันธบัตรรัฐบาลได้ต้นทุนที่ไม่สูงนัก แต่ถึงเวลานี้แม้ดอกเบี้ยในตลาดจะปรับลดลง แต่ปัญหาก็คือหากกำหนดดอกเบี้ยต่ำมากเกินไป ขณะที่คนทั่วไปมีทางเลือกทั้งในเรื่องเงินฝากระยะสั้น และหุ้นกู้เอกชนที่เสนอผลตอบแทนสูงไม่แพ้พันธบัตรรัฐบาลปีงบประมาณ 2551 ที่เคยให้ถึง 5.5%
ดังนั้นหากพันธบัตรรัฐบาลที่เตรียมเสนอขายรุ่นต่อไปส่วนใหญ่อายุที่ 3 ปีนั้น ย่อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำมากกว่าหุ้นกู้ของภาคเอกชนก็จะมีปัญหาในเรื่องการขาย เช่นเดียวกับช่วงแรกที่ให้ดอกเบี้ยที่ประมาณ 3% นั้นก็ขายไม่หมด นั่นหมายถึงต้นทุนในการออกพันธบัตรรัฐบาลก็ไม่ได้ลดลงไปจากเดิมมากนัก
สะท้อนแก้ปัญหาไม่ได้
มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ความผิดปกติของสถาบันการเงินที่เกิดนี้บอกได้ว่าคงไม่สามารถสกัดกั้นปัญหาเหมือนที่แถลงไว้
ที่สำคัญคือตัวมาตรการที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของโลกนั้น เป็นมาตรการที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด หลายมาตรการมุ่งไปที่การรักษาฐานเสียงของพรรคพลังประชาชนเป็นหลัก ขณะที่ปัญหาหลักและจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้คือการเลิกจ้างงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานรับจ้างผลิตหรือสินค้าที่มีตลาดหลักในสหรัฐและยุโรป ตรงนี้รัฐบาลกลับให้ความสำคัญน้อยมาก
การประคองไม่ให้ภาคธุรกิจประสบปัญหาต้องปิดโรงงาน หรือการสร้างตลาดใหม่ภายในประเทศ การเตรียมการเพื่อรองรับผู้ว่างงานจึงมีความสำคัญมากกว่าการอัดเงินเพื่อรักษาฐานเสียง
หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ปัญหาในส่วนนี้คาดว่าจะมีแรงงานไทยตกงานจนถึงปีหน้านับล้านคน ยิ่งจะทำให้กำลังซื้อในประเทศหดตัวลงและจะส่งผลต่อจิตวิทยาของประชาชนทั่วไปด้วย ทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากปัญหาเรื่องการเลิกจ้างแล้ว ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับผลบวกจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีการใช้จ่ายเงินและเป็นหนี้สินมากขึ้น ด้วยความหวังว่าราคาสินค้าเกษตรที่สูงจะช่วยให้พวกเขาสามารถนำเงินจากการขายผลผลิตมาใช้หนี้ได้ แต่วันนี้ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกปรับลดลงหลังจากที่ประเทศต่าง ๆ สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้ตามปกติ ดังนั้นจึงทำให้หนี้เสียของกลุ่มเกษตรกรเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า เชื่อว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปีหน้าคงหนักกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดไว้ โดยเฉพาะเรื่องการว่างงาน ที่ลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทต่างชาติและกลุ่มผู้รับจ้างผลิตจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นในส่วนของประชาชนทั่วไปคงต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่ายให้มากขึ้น หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการก่อภาระหนี้สิน รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้าง
แหล่งที่มา:http://www.khum.net/news-read/102699
โดย ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์
สภาพคล่องฝืด ดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งสะท้อนมาตรการรัฐอุ้มเศรษฐกิจเหลว
จัดทำบทความโดย
น.ส.วราภรณ์ จันทร์แสงสุก 4901202065
ตลาดเงินผิดปกติ ผลตอบแทนระยะสั้นทะยาน หลังสภาพคล่องในระบบมีปัญหา แบงก์รัฐเปิดศึกดูดเงิน สะท้อนภาพวิกฤติเศรษฐกิจหนักกว่าที่คิด มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลอาจไม่ได้ผล มุ่งแค่รักษาฐานเสียงไม่ได้ให้ความสำคัญที่คนตกงาน นักการเงินชี้งานนี้พันธบัตรรัฐบาลอาจขายลำบากหากกดดอกเบี้ยต่ำ
ในช่วงที่ตลาดเงินในประเทศไทย อยู่ในช่วงที่รอทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 ท่ามกลางวิกฤติทางการเงินของโลกที่ยังไม่สงบ เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่ถอนการลงทุนทั่วโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลในเรื่องของสภาพคล่อง
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะปรับลดลงตามนโยบายของแต่ละประเทศ เพื่อหวังชี้นำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศลดตาม ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยแม้อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะเริ่มปรับลดลงตามตลาดโลกบ้าง ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปที่ปรับตัวลดลง หากพิจารณาจากผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น 1 เดือนอยู่ที่ 3.25% ส่วน 3 และ 6 เดือน อยู่ที่ 3.21% และ 3.18% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 1 ปีอยู่ที่ 3.14% อายุ 3 ปีอยู่ที่ 3.20% โดยผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวผลตอบแทนได้ลดลงจากเดิมมาก
แบงก์รัฐฉกเงินระยะสั้น
นักบริหารเงินรายหนึ่งให้ความเห็นว่า นี่คือความผิดปกติของตลาดเงินในประเทศไทย ที่ความต้องการเงินในระยะสั้นมีมากกว่าระยะยาว สะท้อนถึงความต้องการสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจผ่านธนาคารพาณิชย์
ตอนนี้เงินสดถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดสำหรับทั้งภาคธุรกิจและภาคบุคคล ธนาคารจึงใช้จังหวะดังกล่าวดึงเงินออมจากภาคประชาชนกลับมาไว้ที่ธนาคาร เพราะด้านหนึ่งต้องเตรียมการสำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเดิมของธนาคาร อีกด้านหนึ่งเป็นการล็อกลูกค้าไม่ให้ถูกดูดไปตามการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่กำลังจะออกมา
เห็นได้จากฐานเงินฝากในรอบ 10 เดือน แม้แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพเงินฝากยังลดลงไปเกือบ 1 พันล้านบาท หากดูตัวเลขในรอบ 1 ปียอดเงินฝากลดลงไปเกือบ 1 หมื่นล้านบาท นั่นถือว่าเป็นการดึงเงินคืนมาได้ในระดับหนึ่งหลังจากที่ออกโปรโมชั่นเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.8% ในระยะที่ผ่านมา และได้ออกโปรโมชั่นต่อเนื่องดอกเบี้ย 3.5% สำหรับเงินฝากประจำ 5 เดือน และธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ออกโปรโมชั่นเหมือนกับธนาคารกรุงเทพ
เช่นเดียวกับธนาคารทหารไทยและไทยธนาคาร ที่ฐานเงินฝากลดลง ขณะที่แบงก์ขนาดเล็กกลับมีฐานเงินฝากมากขึ้น หลังจากที่ออกโปรโมชั่นเงินฝากเพื่อรองรับกับพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ เมื่อมีการยืดระยะเวลาบังคับใช้ออกไปอีก 3 ปี โปรโมชั่นดึงเงินฝากของแบงก์เล็กก็ลดลง
แต่กลับมีการแย่งชิงเงินฝากของธนาคารภาครัฐขึ้นมาแทน เห็นได้จากการเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ให้ดอกเบี้ยสำหรับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษสูงถึง 3.25% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนเริ่มต้นที่ 3-3.5% ฝากประจำ 2 ปี 4% และ 3 ปี 4.25% หากฝาก 5 ปีรับดอกเบี้ย 4.5%
ขณะที่ธนาคารออมสินมีบัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ 1.75-3% ส่วนฝากประจำ 3 เดือนเริ่มต้นที่ 3-4.5% แต่เงินฝาก 6-12 เดือนกลับให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพียง 2.5-3% เท่านั้น มีเพียงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่ยังให้ดอกเบี้ยในอัตราไม่สูงนักคือเงินฝากประจำ 3-24 เดือนอยู่ระหว่าง 2.35-3.5%
การแย่งชิงเม็ดเงินระยะสั้นของธนาคารรัฐนับเป็นการสะท้อนถึงความจำเป็นของธนาคารที่ต้องเตรียมเงินเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และยังเป็นตัวเร่งให้สภาพคล่องทางการเงินระยะสั้นตึงตัวอีกด้วย
ตลาดเงินผิดปกติ
ความผิดปกติทางการเงินที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นตัวบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี
แหล่งข่าวกล่าวว่า ดอกเบี้ยระยะสั้นจากนี้ไปคงไม่ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากตลาดสินเชื่อยังมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤติของแต่ละหน่วยงาน แต่ดอกเบี้ยระยะยาวดอกเบี้ยคงจะไม่ปรับสูงนัก เนื่องจากการปล่อยกู้ระยะยาวจะมีผลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ตอนนี้แบงก์ส่วนใหญ่จะเข้มงวดในการปล่อยกู้ ไม่ปล่อยกู้ในภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยง เห็นได้จากยอดการให้สินเชื่อในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2551 ทั้งระบบเพิ่มขึ้นเพียง 1.84 หมื่นล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.32% เท่านั้น
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น แบงก์เลือกที่จะระดมเงินระยะสั้นเพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะเก็บไว้ในระยะยาว ดอกเบี้ยเงินฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจึงไม่สูงกว่าดอกเบี้ยฝากระยะสั้น ๆ ขณะที่แบงก์เองก็ไม่กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อใหม่เนื่องจากเกรงเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจย่อมมีผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง
เมื่อแบงก์กลัวสภาพเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างนี้แล้ว คงต้องกลับมาประเมินสิ่งที่ภาครัฐได้กล่าวออกไปว่าประเทศไทยสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้นั้นจริงหรือไม่ ถ้าจริงแล้วทำไมธนาคารพาณิชย์ถึงไม่กล้าปล่อยกู้ ทำไมจึงเลือกที่จะให้เงินฝากระยะสั้นที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ
ตามมาด้วยทำไมบริษัทขนาดใหญ่จึงเลือกออกหุ้นกู้เสนอขายต่อประชาชน แทนที่จะใช้วิธีการเดิมที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน ตรงนี้เท่ากับเป็นการส่งตรงความเสี่ยงจากการลงทุนมายังภาคประชาชนโดยตรง
อย่าลืมว่าแบงก์ก็ต้องปกป้องธุรกิจของตนเอง รัฐบาลขอร้องให้ปล่อยสินเชื่อ แต่ถ้าปล่อยไปแล้วเกิดความเสียหายรัฐบาลจะรับผิดชอบเหมือนกับแบงก์รัฐหรือไม่ เมื่อไม่มีคำตอบในส่วนนี้ไม่ว่าแบงก์พาณิชย์ไหนก็คงทำตามนโยบายรัฐบาลยาก
ระวังพันธบัตรขายไม่ออก
เขากล่าวต่อไปว่า หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อออกไปย่อมกระทบต่อการเสนอขายพันธบัตรของรัฐบาลในที่สุด เนื่องจากระยะที่ผ่านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะมากกว่า 1 ปีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3% ต้น ๆ เท่านั้น เทียบกับผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนชั้นนำอายุ 3 ปี ที่ให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 5% ขึ้นไป
เดิมรัฐบาลได้กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยส่วนหนึ่งเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งเพื่อให้การออกพันธบัตรรัฐบาลได้ต้นทุนที่ไม่สูงนัก แต่ถึงเวลานี้แม้ดอกเบี้ยในตลาดจะปรับลดลง แต่ปัญหาก็คือหากกำหนดดอกเบี้ยต่ำมากเกินไป ขณะที่คนทั่วไปมีทางเลือกทั้งในเรื่องเงินฝากระยะสั้น และหุ้นกู้เอกชนที่เสนอผลตอบแทนสูงไม่แพ้พันธบัตรรัฐบาลปีงบประมาณ 2551 ที่เคยให้ถึง 5.5%
ดังนั้นหากพันธบัตรรัฐบาลที่เตรียมเสนอขายรุ่นต่อไปส่วนใหญ่อายุที่ 3 ปีนั้น ย่อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำมากกว่าหุ้นกู้ของภาคเอกชนก็จะมีปัญหาในเรื่องการขาย เช่นเดียวกับช่วงแรกที่ให้ดอกเบี้ยที่ประมาณ 3% นั้นก็ขายไม่หมด นั่นหมายถึงต้นทุนในการออกพันธบัตรรัฐบาลก็ไม่ได้ลดลงไปจากเดิมมากนัก
สะท้อนแก้ปัญหาไม่ได้
มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ความผิดปกติของสถาบันการเงินที่เกิดนี้บอกได้ว่าคงไม่สามารถสกัดกั้นปัญหาเหมือนที่แถลงไว้
ที่สำคัญคือตัวมาตรการที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของโลกนั้น เป็นมาตรการที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด หลายมาตรการมุ่งไปที่การรักษาฐานเสียงของพรรคพลังประชาชนเป็นหลัก ขณะที่ปัญหาหลักและจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้คือการเลิกจ้างงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานรับจ้างผลิตหรือสินค้าที่มีตลาดหลักในสหรัฐและยุโรป ตรงนี้รัฐบาลกลับให้ความสำคัญน้อยมาก
การประคองไม่ให้ภาคธุรกิจประสบปัญหาต้องปิดโรงงาน หรือการสร้างตลาดใหม่ภายในประเทศ การเตรียมการเพื่อรองรับผู้ว่างงานจึงมีความสำคัญมากกว่าการอัดเงินเพื่อรักษาฐานเสียง
หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ปัญหาในส่วนนี้คาดว่าจะมีแรงงานไทยตกงานจนถึงปีหน้านับล้านคน ยิ่งจะทำให้กำลังซื้อในประเทศหดตัวลงและจะส่งผลต่อจิตวิทยาของประชาชนทั่วไปด้วย ทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากปัญหาเรื่องการเลิกจ้างแล้ว ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับผลบวกจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีการใช้จ่ายเงินและเป็นหนี้สินมากขึ้น ด้วยความหวังว่าราคาสินค้าเกษตรที่สูงจะช่วยให้พวกเขาสามารถนำเงินจากการขายผลผลิตมาใช้หนี้ได้ แต่วันนี้ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกปรับลดลงหลังจากที่ประเทศต่าง ๆ สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้ตามปกติ ดังนั้นจึงทำให้หนี้เสียของกลุ่มเกษตรกรเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า เชื่อว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปีหน้าคงหนักกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดไว้ โดยเฉพาะเรื่องการว่างงาน ที่ลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทต่างชาติและกลุ่มผู้รับจ้างผลิตจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นในส่วนของประชาชนทั่วไปคงต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่ายให้มากขึ้น หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการก่อภาระหนี้สิน รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้าง
แหล่งที่มา:http://www.khum.net/news-read/102699
คำถาม
1.ความผิดปกติของตลาดเงินในประเทศไทย คืออะไร
2.มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจาก ความผิดปกติของสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นถ้ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จะเกิดอะไรขึ้นกับภาคธุรกิจและภาคแรงงานของประเทศไทย
3.วิกฤติเศรษฐกิจในปีหน้าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้คาดว่าจะเป็นเรื่องใด
วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
โลกอนาคตของ USA
จัดทำบทความโดย
น.ส.พรรณทิพา อมรวงศ์ไพบูลย์ 4901202069
เรื่อง : โลกอนาคตของ USA
การที่เงินดอลล่าร์อ่อนค่าทำให้ชาติต่างๆ พยายามลดการถือเงินดอลล่าร์น้อยลง และการที่ USA ขาดดุลการค้าอย่างหนักพร้อมกับขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่หาช่องทางอุดช่วงว่างโดยการออกพันธบัตรในระยะยาวอีก 10-20 ปี การรวมกลุ่มทางการเงินของเอเชีย ทวีปต่างๆ จะแข็งแรงขึ้นมาก การออกพันธบัตรเพื่อระดุมทุนของUSA จะลำบากขึ้น (ต้องให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น) รวมทั้งความสำคัญของเงินสกุลดอลล่าร์จะน้อยลง เพราะมีการใช้เงิน EU มากขึ้น และประเทศต่างๆ จะซื้อขายโดยใช้เงินสกุลประเทศคู่ค้ากันมากขึ้น เช่นในเอเชียต่อไปจะซื้อขายโดยการใช้เงินสกุลเอเชียกันมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือการสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะการผลิตของ USA 49% อยู่ที่ธุรกิจ IT ซึ่งอินเดียกำลังพัฒนาตนเองในด้านนี้อย่างเต็มที่ รวมทั้งจีนที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ภายใน 10 ปีจีนจะก้าวสู่ประเทศที่มีความยิ่งใหญ่ทางด้าน IT เป็นอันดับ 2 ของโลก การย้ายฐานการผลิตจาก USA ออกไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกจะมากขึ้น เพราะต้นทุนที่แพงจะสู้การไล่ตามของชาติต่างๆ เช่นจีน อินเดียได้ยาก ยังไม่นับรวมประเทศอื่นๆ ที่พยายามพัฒนาด้าน IT ไล่ตามมา การที่ประเทศต่างๆ เบี่ยงเบนการส่งออกที่พุ่งไปยัง USA เป็นหลักไปยังจีน และอินเดียที่มีประชากรจำนวนมากแทน (ประเทศเหล่านี้มีการเติบโตของ GDP ที่สูง) เป็นผลให้อำนาจต่อรองทางการเมืองของอเมริกาน้อยลง เพราะประเทศส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับประเทศคู่ค้าหลักเป็นสำคัญ เมื่อส่งออกไป USA น้อยลง การให้ความสำคัญก็น้อยลง การที่ USA จะใช้วิธีการให้ประเทศต่างๆ ยอมทำตามนโยบายตนเอง โดยอาศัยการบังคับจากการค้าขายระหว่างประเทศจะทำได้น้อยลง (USA มักให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศที่ยอมทำตามนโยบายตนเอง และใช้มาตรการกีดกันการค้ากับประเทศที่ไม่ยอมทำตามนโยบายตนเอง) ด้วยสาเหตุหลักๆ ดังนี้
- การที่ประเทศต่างๆ พยายามใช้ดอลล่าร์เป็นสื่อกลางในการค้าขายน้อยลงและใช้เงินสกุลประเทศคู่ค้ามากขึ้น
- การที่มีกองทุนของทวีปต่างๆ มากขึ้น เช่น พันธบัตรเอเชียฯ ทำให้ต้นทุนในการออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนลดปัญหาการขาดดุลการค้า การค้าดุลบัญชีเดินสะพัดต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น
- การที่ประเทศต่างพยายามพัฒนาธุรกิจ IT ของตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะ จีนและอินเดีย เหล่านี้เป็นแรงบีบคั้นต่อ USA เพราะการผลิต 49% อยู่ที่ธุรกิจ IT
- การที่ Demand ในประเทศจีนและอินเดียมีขนาดที่ใหญ่ และประเทศมีการเติบโตของ GDP ที่สูง ทำให้ประเทศต่างๆ พยายามส่งออกมายัง 2 ประเทศนี้มากขึ้น ทำให้อำนาจต่อรองระหว่างประเทศของ 2 ประเทศนี้สูงขึ้น และทำให้อำนาจต่อรองของ USA น้อยลง
น.ส.พรรณทิพา อมรวงศ์ไพบูลย์ 4901202069
เรื่อง : โลกอนาคตของ USA
การที่เงินดอลล่าร์อ่อนค่าทำให้ชาติต่างๆ พยายามลดการถือเงินดอลล่าร์น้อยลง และการที่ USA ขาดดุลการค้าอย่างหนักพร้อมกับขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่หาช่องทางอุดช่วงว่างโดยการออกพันธบัตรในระยะยาวอีก 10-20 ปี การรวมกลุ่มทางการเงินของเอเชีย ทวีปต่างๆ จะแข็งแรงขึ้นมาก การออกพันธบัตรเพื่อระดุมทุนของUSA จะลำบากขึ้น (ต้องให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น) รวมทั้งความสำคัญของเงินสกุลดอลล่าร์จะน้อยลง เพราะมีการใช้เงิน EU มากขึ้น และประเทศต่างๆ จะซื้อขายโดยใช้เงินสกุลประเทศคู่ค้ากันมากขึ้น เช่นในเอเชียต่อไปจะซื้อขายโดยการใช้เงินสกุลเอเชียกันมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือการสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะการผลิตของ USA 49% อยู่ที่ธุรกิจ IT ซึ่งอินเดียกำลังพัฒนาตนเองในด้านนี้อย่างเต็มที่ รวมทั้งจีนที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ภายใน 10 ปีจีนจะก้าวสู่ประเทศที่มีความยิ่งใหญ่ทางด้าน IT เป็นอันดับ 2 ของโลก การย้ายฐานการผลิตจาก USA ออกไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกจะมากขึ้น เพราะต้นทุนที่แพงจะสู้การไล่ตามของชาติต่างๆ เช่นจีน อินเดียได้ยาก ยังไม่นับรวมประเทศอื่นๆ ที่พยายามพัฒนาด้าน IT ไล่ตามมา การที่ประเทศต่างๆ เบี่ยงเบนการส่งออกที่พุ่งไปยัง USA เป็นหลักไปยังจีน และอินเดียที่มีประชากรจำนวนมากแทน (ประเทศเหล่านี้มีการเติบโตของ GDP ที่สูง) เป็นผลให้อำนาจต่อรองทางการเมืองของอเมริกาน้อยลง เพราะประเทศส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับประเทศคู่ค้าหลักเป็นสำคัญ เมื่อส่งออกไป USA น้อยลง การให้ความสำคัญก็น้อยลง การที่ USA จะใช้วิธีการให้ประเทศต่างๆ ยอมทำตามนโยบายตนเอง โดยอาศัยการบังคับจากการค้าขายระหว่างประเทศจะทำได้น้อยลง (USA มักให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศที่ยอมทำตามนโยบายตนเอง และใช้มาตรการกีดกันการค้ากับประเทศที่ไม่ยอมทำตามนโยบายตนเอง) ด้วยสาเหตุหลักๆ ดังนี้
- การที่ประเทศต่างๆ พยายามใช้ดอลล่าร์เป็นสื่อกลางในการค้าขายน้อยลงและใช้เงินสกุลประเทศคู่ค้ามากขึ้น
- การที่มีกองทุนของทวีปต่างๆ มากขึ้น เช่น พันธบัตรเอเชียฯ ทำให้ต้นทุนในการออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนลดปัญหาการขาดดุลการค้า การค้าดุลบัญชีเดินสะพัดต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น
- การที่ประเทศต่างพยายามพัฒนาธุรกิจ IT ของตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะ จีนและอินเดีย เหล่านี้เป็นแรงบีบคั้นต่อ USA เพราะการผลิต 49% อยู่ที่ธุรกิจ IT
- การที่ Demand ในประเทศจีนและอินเดียมีขนาดที่ใหญ่ และประเทศมีการเติบโตของ GDP ที่สูง ทำให้ประเทศต่างๆ พยายามส่งออกมายัง 2 ประเทศนี้มากขึ้น ทำให้อำนาจต่อรองระหว่างประเทศของ 2 ประเทศนี้สูงขึ้น และทำให้อำนาจต่อรองของ USA น้อยลง
ที่มา : http://www.wresearch.org/papereconomic.html
คำถาม
1. การสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันของ USA เกิดมาจากสาเหตุใดและประเทศใด (2 ประเทศ) ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแข่งขันด้าน IT กับ USA
2. วิธีการใดที่ USA ใช้บังคับประเทศต่างๆ ในการทำการค้าขายระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลทำให้การส่งออกไป USA น้อยลง
3. จงบอกสาเหตุที่ทำให้ USA มีอำนาจในการต่อรองทางการค้าน้อยลง และการให้ความสำคัญต่อ USA ก็ลดลงด้วย (2 สาเหตุ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)