โดย ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์
สภาพคล่องฝืด ดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งสะท้อนมาตรการรัฐอุ้มเศรษฐกิจเหลว
จัดทำบทความโดย
น.ส.วราภรณ์ จันทร์แสงสุก 4901202065
ตลาดเงินผิดปกติ ผลตอบแทนระยะสั้นทะยาน หลังสภาพคล่องในระบบมีปัญหา แบงก์รัฐเปิดศึกดูดเงิน สะท้อนภาพวิกฤติเศรษฐกิจหนักกว่าที่คิด มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลอาจไม่ได้ผล มุ่งแค่รักษาฐานเสียงไม่ได้ให้ความสำคัญที่คนตกงาน นักการเงินชี้งานนี้พันธบัตรรัฐบาลอาจขายลำบากหากกดดอกเบี้ยต่ำ
ในช่วงที่ตลาดเงินในประเทศไทย อยู่ในช่วงที่รอทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 ท่ามกลางวิกฤติทางการเงินของโลกที่ยังไม่สงบ เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่ถอนการลงทุนทั่วโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลในเรื่องของสภาพคล่อง
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะปรับลดลงตามนโยบายของแต่ละประเทศ เพื่อหวังชี้นำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศลดตาม ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยแม้อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะเริ่มปรับลดลงตามตลาดโลกบ้าง ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปที่ปรับตัวลดลง หากพิจารณาจากผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น 1 เดือนอยู่ที่ 3.25% ส่วน 3 และ 6 เดือน อยู่ที่ 3.21% และ 3.18% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 1 ปีอยู่ที่ 3.14% อายุ 3 ปีอยู่ที่ 3.20% โดยผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวผลตอบแทนได้ลดลงจากเดิมมาก
แบงก์รัฐฉกเงินระยะสั้น
นักบริหารเงินรายหนึ่งให้ความเห็นว่า นี่คือความผิดปกติของตลาดเงินในประเทศไทย ที่ความต้องการเงินในระยะสั้นมีมากกว่าระยะยาว สะท้อนถึงความต้องการสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจผ่านธนาคารพาณิชย์
ตอนนี้เงินสดถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดสำหรับทั้งภาคธุรกิจและภาคบุคคล ธนาคารจึงใช้จังหวะดังกล่าวดึงเงินออมจากภาคประชาชนกลับมาไว้ที่ธนาคาร เพราะด้านหนึ่งต้องเตรียมการสำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเดิมของธนาคาร อีกด้านหนึ่งเป็นการล็อกลูกค้าไม่ให้ถูกดูดไปตามการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่กำลังจะออกมา
เห็นได้จากฐานเงินฝากในรอบ 10 เดือน แม้แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพเงินฝากยังลดลงไปเกือบ 1 พันล้านบาท หากดูตัวเลขในรอบ 1 ปียอดเงินฝากลดลงไปเกือบ 1 หมื่นล้านบาท นั่นถือว่าเป็นการดึงเงินคืนมาได้ในระดับหนึ่งหลังจากที่ออกโปรโมชั่นเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.8% ในระยะที่ผ่านมา และได้ออกโปรโมชั่นต่อเนื่องดอกเบี้ย 3.5% สำหรับเงินฝากประจำ 5 เดือน และธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ออกโปรโมชั่นเหมือนกับธนาคารกรุงเทพ
เช่นเดียวกับธนาคารทหารไทยและไทยธนาคาร ที่ฐานเงินฝากลดลง ขณะที่แบงก์ขนาดเล็กกลับมีฐานเงินฝากมากขึ้น หลังจากที่ออกโปรโมชั่นเงินฝากเพื่อรองรับกับพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ เมื่อมีการยืดระยะเวลาบังคับใช้ออกไปอีก 3 ปี โปรโมชั่นดึงเงินฝากของแบงก์เล็กก็ลดลง
แต่กลับมีการแย่งชิงเงินฝากของธนาคารภาครัฐขึ้นมาแทน เห็นได้จากการเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ให้ดอกเบี้ยสำหรับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษสูงถึง 3.25% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนเริ่มต้นที่ 3-3.5% ฝากประจำ 2 ปี 4% และ 3 ปี 4.25% หากฝาก 5 ปีรับดอกเบี้ย 4.5%
ขณะที่ธนาคารออมสินมีบัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ 1.75-3% ส่วนฝากประจำ 3 เดือนเริ่มต้นที่ 3-4.5% แต่เงินฝาก 6-12 เดือนกลับให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพียง 2.5-3% เท่านั้น มีเพียงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่ยังให้ดอกเบี้ยในอัตราไม่สูงนักคือเงินฝากประจำ 3-24 เดือนอยู่ระหว่าง 2.35-3.5%
การแย่งชิงเม็ดเงินระยะสั้นของธนาคารรัฐนับเป็นการสะท้อนถึงความจำเป็นของธนาคารที่ต้องเตรียมเงินเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และยังเป็นตัวเร่งให้สภาพคล่องทางการเงินระยะสั้นตึงตัวอีกด้วย
ตลาดเงินผิดปกติ
ความผิดปกติทางการเงินที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นตัวบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี
แหล่งข่าวกล่าวว่า ดอกเบี้ยระยะสั้นจากนี้ไปคงไม่ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากตลาดสินเชื่อยังมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤติของแต่ละหน่วยงาน แต่ดอกเบี้ยระยะยาวดอกเบี้ยคงจะไม่ปรับสูงนัก เนื่องจากการปล่อยกู้ระยะยาวจะมีผลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ตอนนี้แบงก์ส่วนใหญ่จะเข้มงวดในการปล่อยกู้ ไม่ปล่อยกู้ในภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยง เห็นได้จากยอดการให้สินเชื่อในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2551 ทั้งระบบเพิ่มขึ้นเพียง 1.84 หมื่นล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.32% เท่านั้น
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น แบงก์เลือกที่จะระดมเงินระยะสั้นเพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะเก็บไว้ในระยะยาว ดอกเบี้ยเงินฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจึงไม่สูงกว่าดอกเบี้ยฝากระยะสั้น ๆ ขณะที่แบงก์เองก็ไม่กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อใหม่เนื่องจากเกรงเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจย่อมมีผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง
เมื่อแบงก์กลัวสภาพเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างนี้แล้ว คงต้องกลับมาประเมินสิ่งที่ภาครัฐได้กล่าวออกไปว่าประเทศไทยสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้นั้นจริงหรือไม่ ถ้าจริงแล้วทำไมธนาคารพาณิชย์ถึงไม่กล้าปล่อยกู้ ทำไมจึงเลือกที่จะให้เงินฝากระยะสั้นที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ
ตามมาด้วยทำไมบริษัทขนาดใหญ่จึงเลือกออกหุ้นกู้เสนอขายต่อประชาชน แทนที่จะใช้วิธีการเดิมที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน ตรงนี้เท่ากับเป็นการส่งตรงความเสี่ยงจากการลงทุนมายังภาคประชาชนโดยตรง
อย่าลืมว่าแบงก์ก็ต้องปกป้องธุรกิจของตนเอง รัฐบาลขอร้องให้ปล่อยสินเชื่อ แต่ถ้าปล่อยไปแล้วเกิดความเสียหายรัฐบาลจะรับผิดชอบเหมือนกับแบงก์รัฐหรือไม่ เมื่อไม่มีคำตอบในส่วนนี้ไม่ว่าแบงก์พาณิชย์ไหนก็คงทำตามนโยบายรัฐบาลยาก
ระวังพันธบัตรขายไม่ออก
เขากล่าวต่อไปว่า หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อออกไปย่อมกระทบต่อการเสนอขายพันธบัตรของรัฐบาลในที่สุด เนื่องจากระยะที่ผ่านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะมากกว่า 1 ปีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3% ต้น ๆ เท่านั้น เทียบกับผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนชั้นนำอายุ 3 ปี ที่ให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 5% ขึ้นไป
เดิมรัฐบาลได้กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยส่วนหนึ่งเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งเพื่อให้การออกพันธบัตรรัฐบาลได้ต้นทุนที่ไม่สูงนัก แต่ถึงเวลานี้แม้ดอกเบี้ยในตลาดจะปรับลดลง แต่ปัญหาก็คือหากกำหนดดอกเบี้ยต่ำมากเกินไป ขณะที่คนทั่วไปมีทางเลือกทั้งในเรื่องเงินฝากระยะสั้น และหุ้นกู้เอกชนที่เสนอผลตอบแทนสูงไม่แพ้พันธบัตรรัฐบาลปีงบประมาณ 2551 ที่เคยให้ถึง 5.5%
ดังนั้นหากพันธบัตรรัฐบาลที่เตรียมเสนอขายรุ่นต่อไปส่วนใหญ่อายุที่ 3 ปีนั้น ย่อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำมากกว่าหุ้นกู้ของภาคเอกชนก็จะมีปัญหาในเรื่องการขาย เช่นเดียวกับช่วงแรกที่ให้ดอกเบี้ยที่ประมาณ 3% นั้นก็ขายไม่หมด นั่นหมายถึงต้นทุนในการออกพันธบัตรรัฐบาลก็ไม่ได้ลดลงไปจากเดิมมากนัก
สะท้อนแก้ปัญหาไม่ได้
มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ความผิดปกติของสถาบันการเงินที่เกิดนี้บอกได้ว่าคงไม่สามารถสกัดกั้นปัญหาเหมือนที่แถลงไว้
ที่สำคัญคือตัวมาตรการที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของโลกนั้น เป็นมาตรการที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด หลายมาตรการมุ่งไปที่การรักษาฐานเสียงของพรรคพลังประชาชนเป็นหลัก ขณะที่ปัญหาหลักและจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้คือการเลิกจ้างงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานรับจ้างผลิตหรือสินค้าที่มีตลาดหลักในสหรัฐและยุโรป ตรงนี้รัฐบาลกลับให้ความสำคัญน้อยมาก
การประคองไม่ให้ภาคธุรกิจประสบปัญหาต้องปิดโรงงาน หรือการสร้างตลาดใหม่ภายในประเทศ การเตรียมการเพื่อรองรับผู้ว่างงานจึงมีความสำคัญมากกว่าการอัดเงินเพื่อรักษาฐานเสียง
หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ปัญหาในส่วนนี้คาดว่าจะมีแรงงานไทยตกงานจนถึงปีหน้านับล้านคน ยิ่งจะทำให้กำลังซื้อในประเทศหดตัวลงและจะส่งผลต่อจิตวิทยาของประชาชนทั่วไปด้วย ทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากปัญหาเรื่องการเลิกจ้างแล้ว ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับผลบวกจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีการใช้จ่ายเงินและเป็นหนี้สินมากขึ้น ด้วยความหวังว่าราคาสินค้าเกษตรที่สูงจะช่วยให้พวกเขาสามารถนำเงินจากการขายผลผลิตมาใช้หนี้ได้ แต่วันนี้ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกปรับลดลงหลังจากที่ประเทศต่าง ๆ สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้ตามปกติ ดังนั้นจึงทำให้หนี้เสียของกลุ่มเกษตรกรเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า เชื่อว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปีหน้าคงหนักกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดไว้ โดยเฉพาะเรื่องการว่างงาน ที่ลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทต่างชาติและกลุ่มผู้รับจ้างผลิตจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นในส่วนของประชาชนทั่วไปคงต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่ายให้มากขึ้น หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการก่อภาระหนี้สิน รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้าง
แหล่งที่มา:http://www.khum.net/news-read/102699
คำถาม
1.ความผิดปกติของตลาดเงินในประเทศไทย คืออะไร
2.มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจาก ความผิดปกติของสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นถ้ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จะเกิดอะไรขึ้นกับภาคธุรกิจและภาคแรงงานของประเทศไทย
3.วิกฤติเศรษฐกิจในปีหน้าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้คาดว่าจะเป็นเรื่องใด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น